1. การเตรียมพื้นผิว (Surface Preparation)
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด (70% ของความสำเร็จ) เพื่อให้สีรัดแน่นกับพื้นผิว
- การขัดเปิดหน้าปูน: ใช้เครื่องขัดพื้น (Floor Grinder) เพื่อกำจัดเศษปูนนิ่ม (Laitance) คราบสกปรก และเปิดรูพรุนของคอนกรีตให้สีซึมเข้ายึดเกาะได้ดี
- การกำจัดคราบ: หากมีคราบน้ำมันต้องใช้น้ำยาขจัดคราบออกให้หมด จากนั้นทำความสะอาดฝุ่นด้วยเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม
- ตรวจเช็คความชื้น: พื้นปูนต้องแห้งสนิท (ความชื้นไม่เกิน 4%) และต้องเป็นปูนที่บ่มมาแล้วอย่างน้อย 28 วัน
2. การลงชั้นรองพื้น (Priming)
- ทา Epoxy Primer ให้ทั่วบริเวณ ชั้นนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวประสาน (Bonding Agent) ระหว่างพื้นปูนและชั้นสี
- รองพื้นจะช่วยปิดรูพรุนของปูน ป้องกันการเกิดฟองอากาศ (Pinholes) ในชั้นถัดไป
3. การซ่อมรอยแตกและเก็บรายละเอียด (Putty & Patching)
- หลังจากลงรองพื้น จะเห็นรอยแตกร้าวหรือหลุมบนพื้นชัดขึ้น ให้ใช้ Epoxy Putty หรือเนื้ออีพ็อกซี่ผสมผงแร่ โป๊วซ่อมรอยร้าวและจุดที่ไม่เรียบให้เสมอหน้าปูน
4. การลงชั้นกลาง (Middle Coat / Base Coat)
- ชั้นนี้มีหน้าที่เพิ่มความหนาและสร้างความสม่ำเสมอของสีพื้นผิว
- ระบบทา (Coating): ใช้ลูกกลิ้งกลิ้งสีชั้นแรกเพื่อสร้างพื้นสี
- ระบบเท (Self-Leveling): ใช้เกรียงฟันปลาเกลี่ยน้ำยาให้ได้ความหนาตามที่กำหนด เพื่อปรับระดับพื้นให้เรียบเนียน
5. การลงชั้นทับหน้า (Top Coat)
- เป็นชั้นสุดท้ายที่สัมผัสกับการใช้งานจริง
- ผสม Part A และ Part B ตามอัตราส่วนที่ระบุอย่างเคร่งครัด (ใช้สว่านปั่นผสมให้เข้ากัน)
- ทาหรือเททับหน้าเพื่อให้ได้ความเงางาม ความแข็ง และความทนทานต่อสารเคมีตามสเปกของงาน
ระยะเวลาการแห้งตัว (Curing Time)
- แห้งสัมผัสได้ (Set to touch): 4 – 6 ชั่วโมง (ห้ามเดิน)
- แห้งใช้งานเบา (Light use): 24 ชั่วโมง (เดินได้ แต่ห้ามรถวิ่ง)
- แห้งสมบูรณ์ (Full cure): 7 วัน (รับน้ำหนักเต็มที่และทนสารเคมีได้สูงสุด)
ข้อควรระวังสำคัญ
- อัตราส่วนการผสม: ห้ามกะระยะด้วยสายตา ต้องใช้การชั่งน้ำหนักหรือถ้วยตวงตามสเปกเท่านั้น
- ระยะเวลาทำงาน (Pot Life): หลังผสมต้องรีบใช้งานให้หมดภายในเวลาที่กำหนด (ปกติ 30-45 นาที) มิเช่นนั้นน้ำยาจะแข็งตัวในถัง
- ความสะอาด: พื้นที่ทำงานต้องเป็นระบบปิด ไม่มีลมพัดฝุ่นหรือแมลงเข้ามาขณะสียังไม่แห้ง


